ฝ่ากำแพงฝันให้ลั่นโลก หรือ Billy Elliot เป็นเรื่องราวของเด็กชายบิลลี เอเลียต ที่เกิดขึ้นในช่วงปี .. 1984-1985 ในเมืองเอเวอลิงตัน เมืองในชนบทของประเทศอังกฤษ ซึ่งดำเนินไปโดยมีฉากหลังเป็นการประท้วงของคนงานเหมือง           

            ครอบครัวของบิลลีเป็นชนชั้นแรงงานที่ทำงานในเหมืองถ่านหินทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ในขณะนั้นเกิดการประท้วงระหว่างกลุ่มคนงานเหมืองถ่านหินกับสหภาพคนงานเหมือง (National Union of Mineworker) เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะปิดเหมืองกว่า 20 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก แต่ผลสุดท้ายการประท้วงก็สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของสหภาพฯ

 

            พ่อและพี่ชายของบิลลีก็เป็นคนงานเหมืองและร่วมประท้วงต่อต้านสหภาพฯในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับบิลลีซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว พ่อของเขาคงคาดหวังให้เขาเป็นผู้ชายที่เข้มแข็ง อนาคตของเขาก็คงไม่พ้นที่จะอยู่ในเมืองเล็ก แห่งนี้ และทำงานเหมือนคนอื่น   พ่อให้เขาเรียนชกมวย และบิลลีเองก็เชื่อฟังในสิ่งที่พ่อสอน แต่ฝีมือการชกมวยของเขากลับไม่ได้เรื่องเลยทีเดียว จนกระทั่งวันหนึ่งที่มิสซิสวิลคินสันเข้ามาแบ่งพื้นที่โรงยิมที่บิลลีเรียนชกมวยเป็นที่สอนบัลเลต์ให้แก่ลูกศิษย์ บิลลีจึงรู้ตัวว่า สิ่งที่เขาชอบนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร ซึ่งเขาเองก็ต้องแอบเรียนโดยไม่ให้พ่อรู้ เพราะบัลเลต์ไม่ใช่สิ่งที่เด็กผู้ชายควรจะเรียน และถือเป็นเรื่องแปลก

ของครอบครัว

 

            เขาได้รับการสนับสนุนจากมิสซิสวิลคินสันที่จะช่วยให้เขาได้เข้าคัดตัวเพื่อไปเรียนบัลเลต์ในโรงเรียน Royal Ballet School ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงในลอนดอน แต่ก็ติดปัญหามากมาย และพ่อก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ

             เรื่องราวดำเนินไปควบคู่กับภาพของการประท้วง บิลลีที่พยายามฝึกฝนอย่างหนัก กำลังต่อสู้กับขนบและความไม่เข้าใจของคนรอบข้างเพื่อจะก้าวไปสู่เป้าหมาย ในขณะที่เหล่าคนงานเหมืองก็ต่อสู้กับสหภาพฯเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อ คงเป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อให้ได้ไปถึงจุดหมาย การเอาชนะตัวเอง การยืนหยัดในความฝัน แม้บางครั้งที่คนรอบข้างอาจไม่เข้าใจ 

           สุดท้ายพ่อของเขาเปิดใจและยอมเสียสละเพื่อให้เขาได้ไปคัดตัว จนบิลลีได้รับจดหมายตอบรับจากโรงเรียน Royal Ballet School นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง แต่ขณะที่พ่อของเขาวิ่งนำข่าวดีไปบอกเพื่อน นั้น พ่อก็ได้รับรู้อีกข่าวหนึ่งว่า การประท้วงจบลงแล้ว โดยที่สหภาพฯเป็นฝ่ายชนะ... แต่แล้วบิลลีก็ต้องออกจากบ้านเดินทางออกจากเมืองเล็ก ไปสู่เมืองใหญ่ 

            เรื่องราวจบลงที่ตรงนี้ ไม่ได้บอกเราว่าสุดท้ายบิลลีและครอบครัวของเขาจะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่า การต่อสู้ที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง การต่อสู้ของบิลลีที่เขาสามารถเอาชนะตัวเอง ความกล้าของเขาสามารถเปิดใจทั้งพ่อและพี่ชายของเขา จนทั้งสองยอมก้าวออกจากกรอบความคิดเดิม และรับสิ่งใหม่เข้ามา สำหรับการประท้วงที่ถึงแม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ หากแต่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาล ก่อให้เกิดการตลาดเปิด ซึ่งทำให้อำนาจทางการเมืองของสหภาพฯถูกยกเลิกไปอย่างสิ้นเชิง

 

รูปภาพจากเว็บไซต์ http://www.billyelliot.com/pages/images.html#

edit @ 31 Jul 2009 13:44:57 by Bright Publishing

มองผ่านป่า

posted on 16 Jul 2009 19:43 by brightpublishing  in Book

มองผ่านป่า 

เรื่องโดย ไมเคิล ดอร์ริส / แปลโดย ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ

สำนักพิมพ์ ไบรทพับลิชชิ่ง 

 

   มองผ่านป่า เด็กหนุ่มอินเดียนแดงผู้เพิ่งผ่านพิธีก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่มาหมาดๆ กำลังพยายามทำตัวให้เหมือนผู้ใหญ่ขณะที่ตัวเองก็ยังนึกสงสัยว่าผู้ใหญ่นั้นต่างจากเด็กอย่างไร
แต่ผ่านการทดสอบบางอย่างจะทำให้กลายเป็นผู้ใหญ่ได้เลยงั้นหรือ ชีวิตมันคงไม่ง่ายอย่างนั้น แต่ละคนก็ต้องพบกับบททดสอบต่างๆ กันไป สำหรับมองผ่านป่านั้นบททดสอบอาจจะพิเศษกว่าคนอื่นๆ ไปซักหน่อย เพราะเขามีความบกพร่องทางสายตา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็สามารถมองเห็นผ่าน “หู” ได้อย่างชัดเจน 


   วันหนึ่งท่านไฟสีเทาผู้อาวุโสของหมู่บ้านมาขอให้เขาช่วยตามหาดินแดนแห่งน้ำ ดินแดนที่ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้เฒ่า มองผ่านป่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่จะได้ช่วยเหลือท่านไฟสีเทา การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเหมือนบททดสอบที่สำคัญอีกบทหนึ่งในชีวิตของเขา ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนในชีวิตเลยทีเดียว


   “บางครั้ง มนุษย์เราก็เฝ้าถวิลหาใครสักคนเพื่อทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ความสามารถเช่นนั้นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการล่าสัตว์และจำเป็นไม่น้อยไปกว่าการไถหว่านและเก็บเกี่ยว แต่หลายคราวที่เราต้องการบางสิ่งซึ่งมากกว่าการงานเหล่านั้นจะให้ได้ เราต้องการใครคนหนึ่งที่มองเห็นในสิ่งซึ่งไม่สามารถมองเห็น…” แม่เฒ่าหัวหน้าเผ่าได้กล่าวไว้ก่อนเริ่มการทดสอบเด็กหนุ่มในพิธีก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ 


   มองผ่านป่านั้นโชคดีที่มีคนรอบข้างเข้าใจว่าคนเราแตกต่างกัน บางคนยิงธนูเก่ง บางคนจับปลาเก่ง บางคนไม่เก่งทั้งสองอย่างแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไร้ค่า คนทุกคนมีค่า มีศักยภาพในแบบของตนเอง ขึ้นอยู่กับว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เขาแสดงศักยภาพนั้นหรือไม่ และถ้าสังคมยอมรับและเข้าใจ ร่วมกันพัฒนาศักยภาพนั้นๆ มันก็ไม่มีทางเลยที่เขาจะเป็นภาระของสังคม 
ไม่เหมือนกับระบบการศึกษาส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่จัดเด็กเป็นกลุ่มๆ ตามทักษะที่สังคมยอมรับ แล้วพัฒนาเด็กให้ไปในทิศทางที่สังคมต้องการ ส่วนเด็กที่ไม่เก่งในทักษะเหล่านั้น ก็จะถูกมองว่าโง่ แปลก เป็นภาระของสังคม โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาสามารถทำอะไรอย่างอื่นได้บ้าง 

   ค่านิยมที่จะต้องเรียนเก่ง เข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ทำให้เด็กต้องขยันอ่านหนังสือ ขวนขวายเรียนพิเศษอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่มีเวลามาสนใจสิ่งรอบข้าง ซึ่งระหว่างกระบวนการเหล่านี้เด็กอาจจะหลงลืมไปก็ได้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นใคร และต้องการอะไรกันแน่

edit @ 17 Jul 2009 13:41:04 by Bright Publishing

ลิตเติ้ลทรี

posted on 04 Jun 2009 17:24 by brightpublishing  in Book

ลิตเติ้ลทรี

เรื่องโดย ฟอร์เลสต์  คาร์เตอร์ / แปลโดย กรรณิการ์  พรมเสาร์

สำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง

 

 

หนังสือเล่มนี้ทำให้เราร้องไห้

 

                 ที่เราร้องไห้ไม่ได้เป็นเพราะเนื้อเรื่องมันฟูมฟายหรือพยายามเขียนให้ซึ้งแต่อย่างใด เนื้อเรื่องนั้นเรียบง่าย เล่าถึงชีวิต การเติบโตของลิตเติ้ลทรี เด็กน้อยชาวอินเดียนแดงคนหนึ่งซึ่งกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 5 ขวบและต้องมาอยู่กับปู่ย่าในหุบเขาที่ห่างไกลจากตัวเมือง เขามีปู่ย่า เหล่าสัตว์ป่า ต้นไม้ ป่าเขาคอยดูแลสั่งสอนอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเติบโตขึ้นท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง 

เนื้อเรื่องนั้นถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสายตาของลิตเติ้ลทรีเอง เพราะฉะนั้นเวลาอ่านก็จะรู้สึกเหมือนมีเด็กมาเล่าให้ฟังวันนี้ทำอะไรบ้าง ไปเจอกับอะไรมาบ้าง ในหลายๆ เหตุการณ์เขาจะเล่าผ่านมุมมองที่เราคาดไม่ถึง ประมาณว่า ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนมองเหตุการณ์นี้ในมุมนี้อยู่ด้วย

 

ช่วงแรกๆ เรามีปัญหาเล็กน้อยกับการจินตนาการภาพป่าเขาในเรื่อง อาจจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยได้สัมผัสธรรมชาติเท่าที่ควร ก็เลยนึกไม่ค่อยออกว่าต้นไม้ชนิดต่างๆ เป็นยังไง แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เราก็ค่อยๆ คุ้นชินไปเอง ก็เหมือนกับเราค่อยๆ เข้าใจลิตเติ้ลทรีมากขึ้น ค่อยๆ อินกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่มากระทบความรู้สึกของลิตเติ้ลทรี และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ การเติบโตขึ้นของเขาเหมือนเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิตเราไปพร้อมๆ กัน ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

อีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นว่าโดดเด่นมากในเรื่องนี้ก็คือวิถีชีวิตของคนอินเดียนแดง พวกเขาอยู่กับธรรมชาติ อาศัยเกื้อกูลกัน เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนมากๆ เช่นมีตอนหนึ่งปู่สอนลิตเติ้ลทรีว่าถ้าเราจับไก่งวงได้หลายตัวเกินกว่าเราจะกินได้ให้เลือกตัวที่เล็กที่สุดดูอ่อนแอที่สุดแล้วปล่อยตัวอื่นๆ ไปเพื่อที่ไก่งวงจะได้ขยายพันธุ์ตัวใหญ่และแข็งแรงต่อไปเรื่อยๆ ไม่หมดไปจากป่า เป็นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เป็นมิตรกันอย่างแท้จริง   

  

                มนุษย์เราชอบแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ทั้งที่แท้จริงแล้วเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเหมือนกัน ถ้าธรรมชาติอยู่ไม่ได้ แล้วมนุษย์จะอยู่ได้อย่างไร

ใครที่ชอบหนังสือเล่มนี้ก็ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะคะ สำหรับหนังสือที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของอินเดียนแดงก็มีอีกหลายเล่ม ชอบเล่มไหนกันบ้างแนะนำกันได้เลยค่ะ

edit @ 2 Jul 2009 10:37:04 by Bright Publishing